5 วิธีป้องกัน ไวรัสคอมพิวเตอร์ แบบง่าย ๆ

5 วิธีป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์แบบง่าย ๆ  ที่คุณก็ทำได้ (momypedia)

ไวรัสสำหรับคอมพิวเตอร์ ก็คล้าย ๆ กับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของโรคหวัดของเรานั่นแหละ นอกจากจะทำร้ายคอมพิวเตอร์ของเรา ยังอาจลุกลามไปถึงเครื่องคนอื่นได้ โดยเฉพาะในออฟฟิศหรือสำนักงาน มาป้องกันไวรัสด้วยวิธีง่าย ๆ นี้ดีกว่า

อย่าเปิดอ่านอีเมลแปลก ๆ เวลาที่คุณเช็กอีเมล ถ้าเผอิญเจออีเมล์ชื่อแปลก ที่ไม่รู้จักให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่าต้องมีไวรัสแน่นอน แม้ว่าชื่อหัวข้ออีเมลจะดูเป็นมิตรแค่ไหน ก็อย่าเผลอกดเข้าไปเด็ดขาดล่ะ

ใช้โปรแกรมตรวจจับและกำจัดไวรัส (Anti-virus) ต้องยอมรับว่า ไม่มีโปรแกรมตรวจจับและกำจัดไวรัสโปรแกรมใดสมบูรณ์แบบ จะต้องอัพเดตโปรแกรมที่ใช้ตรวจจับและกำจัดไวรัสอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ครอบ คลุมถึงไวรัสชนิดใหม่ ๆ

อย่าโหลดเกมมากเกินไป เกมคอมพิวเตอร์จากเว็บไซต์ต่าง ๆ อาจมีไวรัสซ่อนอยู่ ไม่ควรโหลดมาเล่นมากเกินไป และควรโหลดจากเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้เท่านั้น บางทีเว็บไซต์จะมีเครื่องหมายบอกว่า “No virus หรือ Anti virus” อยู่แบบนี้ถึงจะไว้ใจได้

สแกนไฟล์ต่าง ๆ ทุกครั้งก่อนดาวน์โหลดไฟล์ทุกประเภท ควรทำการสแกนไฟล์ รวมทั้งข้อมูลจากภายนอกก่อนเข้ามาใช้ในเครื่อง ไม่ว่าจะเป็น CD, Diskette หรือ Handydrive ต้องใช้โปรแกรมค้นหาไวรัสเสียก่อน

หมั่นตรวจสอบระบบต่าง ๆ ควรตรวจสอบระบบต่าง ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างสม่ำเสมอ เช่น หน่วยความจำ, การติดตั้งโปรแกรมใหม่ ๆ ลงไป, อาการแฮงค์ (Hang) ของเครื่องเกิดจากสาเหตุใด บ่อยครั้งหรือไม่ ซึ่งคุณอาจจะต้องติดตั้งโปรแกรมพวกบริการ (Utilities) ต่าง ๆ เพิ่มเติมในเครื่องด้วย

Tip … รู้ได้อย่างไรว่าคอมพิวเตอร์ติดไวรัสแล้ว

1. การทำงานของคอมพิวเตอร์ช้าลงกว่าปกติ

2. คอมพิวเตอร์หยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ

3. อยู่ดี ๆ ข้อมูลบางอย่างก็หายไป

4. ตัวเครื่อง Restart เองโดยไม่ได้สั่ง

5. แป้นพิมพ์ทำงานปกติหรือไม่ทำงานเลย

Advertisements

การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และการบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์

การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และการบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์

  • ขั้นตอนการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์
      1. เสียบปลั๊กไฟทุกเส้นที่ต่อมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยปกติจะต่อหม้อแปลงที่เครื่องและต่อจากจอภาพให้เสียบปลั๊กเต้าเสียบให้เรียบร้อย
      2. เปิดสวิตซ์สำหรับเปิด-ปิดเครื่อง (ปุ่ม Power) ที่อยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์จะพบว่ามีไฟสีเหลืองติดท่เครื่องคอมพิวเตอร์และที่แป้นพิมพ์
      3. เปิดสวิตซ์จอภาพ หรือบางที่อาจจะติดพ่วงกับจอคอมพิวเตอร์ จะพบตัวอักษรเกิดขึ้นบนจอภาพ

 

  • ขั้นตอนการใช้แผ่นดิสก์ขนาด 3.5 นิ้ว
      1. การจับแผ่นดิสก์ควรจับบริเวณที่ติดฉลาก ให้ด้านที่มีฉลากหงายขึ้น ดังรูป
      2. ใส่แผ่นดิสก์เข้าไปในช่อง Disk Drive A:
      3. การนำแผ่นดิสก์ออก ในระหว่างการทำงานจะมีไฟติดอยู่ อย่าเพิ่งนำแผ่นดิสก์ออก
      4. ให้กดที่ปุ่มที่ใส่ดิสก์ แผ่นดิสก์จะออกมา

  • ขั้นตอนเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้โปรแกรมมี 2 วิธี
  • การเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรม DOS มีดังนี้
        1. นำแผ่นโปรแกรม DOS มาใส่ใน Drive A:
        2. กดปุ่ม Power เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์สักครู่จะปรากฏคำว่า

Current Date is Wed 01-01+2000

Enter new date (mm-dd-yy):

ให้ตรวจสอบ เดือน/วัน/ปี ปัจจุบันว่าตรงหรือไม่ ถ้าไม่ตรงให้แก้ไข ถ้าตรงแล้วให้กด Enter

        1. ต่อจากนั้นจะปรากฏข้อความ

            Current time 12:12:12a

            Enter new time:

ให้ตรวจสอบเวลาปัจจุบันว่าตรงหรือไม่ ถ้าไม่ตรงให้แก้ไข ถ้าตงให้กด Enter

  • การเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์โดย Hard Disk
        1. โดยการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยกดปุ่ม Power จะมีการเข้าสู่โปรแกรมหรือเข้าสู่โปรแกรมของรายการเมนูหลักของโปรแกรม ให้เลือกโปรแกรมที่ต้องการ
        2. ในโปรแกรม Windows 95 จะเข้าสู่หน้าต่าง Windows 95 แล้วเลือก Start เลือกโปรแกรมที่ต้องการต่อไป
  1. วิธีปิดเครื่องคอมพิวเตอร์
       
                 1.    ต้องมีการปิดแฟ้มการทำงานและออกจากโปรแกรมใช้งานก่อนเสมอ

                                    การปิดเครื่องระบบปฏิบัติการ Windows 95 มีขั้นตอนดังนี้

    • เลือกที่ปุ่ม Start
    • เลือก Shut Down จะพบเมนูให้เลือก
    • เลือก Shut Down the Computer
    • เลือก Yes จนกว่าจะปรากฏข้อความว่า

“It now safe to turn off your computer”

    • จึงจะปิดเครื่อง Computer ได้

                2.    ปิดสวิตซ์จอภาพก่อน

                3.    ปิดสวิตซ์ที่เครื่องคอมพิวเตอร์

                4.    ดึงปลั๊กสายไฟออกจากเต้า

                5.    ควรมีการปัดฝุ่นบริเวณเครื่องคอมพิวเตอร์

                6.    ให้ใช้ผ้าคลุมเครื่องเพื่อป้องกันฝุ่นละออง

การดูแลรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ Notebook และการใช้งานอย่างถูกต้อง

อ่านคู่มือก่อนการใช้งาน

                ก่อนการใช้งานทุกครั้ง ควรจะทำความรู้จักเครื่องคอมพิวตอร์ Notebook  ให้มากที่สุดด้วยการอ่านคู่มือ  อย่าคิดว่า  เครื่องคอมฯ Notebook  ไหนๆ ก็เหมือนกันไม่ต้องอ่านคู่มือก็ได้  ซึ่งโดยปกติแล้วคู่มือจะบอกรายละเอียดของอุปกรณ์ทุกชิ้น  คำแนะนำและคำเตือนต่างๆ เพื่อให้การใช้งานได้อย่างถูกต้องและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายในระยะยาว

การชาร์จแบตเตอร์รี่

battery_notebook

                การชาร์จแบตเตอรี่ที่ถูกวิธีนั้นในครั้งแรกผู้ใช้ควรชาร์จไฟให้นานกว่าปกติ จะชาร์จไฟให้พอเต็มไม่ต้องทิ้งไว้หลายชั่วโมงดังความเชื่อแบบสมัยก่อนคงไม่ ได้แล้ว เนื่องจากแบตเตอรี่ Lithium Ion (Li-On) สมัยปัจจุบันนี้ จะเป็นการนับการชาร์จแบบ Cycle  ซึ่งไม่มี Memory Effect ดังเช่นแบตเตอรี่สมัยก่อน  ดังนั้น  เพื่อเป็นการถนอมแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ยาวนาน  ผู้ใช้ควรชาร์จไฟในครั้งแรกให้นานกว่าปกติ  ส่วนการชาร์จแบตเตอรี่ในครั้งต่อๆ ไป  ผู้ใช้สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ตามปกติได้เลย  สำหรับอายุการใช้งานของแบตเตอรี่โดยเฉลี่ยจะสามารถใช้งานได้นานถึง 2-3 ปี  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานของแต่ละบุคคลด้วย

การเสียบปลั๊กเครื่องคอมฯ Notebook อย่างถูกต้อง *

               ผู้ใช้บางท่านอาจสงสัยกับหัวข้อนี้ว่า  การเสียบปลั๊กเครื่องคอมฯ Notebook  มีวิธีการที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องด้วยหรือ  คำตอบในที่นี้ คือ มีนะครับ  เพราะถ้าผู้ใช้ไม่ระมัดระวังในการเสียบปลั๊กอย่างถูกต้องแล้วอาจจะส่งผลให้ ไฟช๊อตเมนบอร์ดของเครื่องท่านได้นะครับ  ซึ่งวิธีการเสียบปลั๊กเครื่องคอมฯ Notebook ที่ถูกต้องนี้  จะมีวิธีการที่แตกต่างกันในแต่ละยี่ห้อและรุ่นของเครื่องคอมฯ Notebook นั้นๆ ครับ เช่น  ยี่ห้อ HP Pavilion  จะบอกวิธีการเสียบปลั๊กที่ถูกต้อง  นั่นคือ  ให้เสียบหัวชาร์จเข้าที่ Port เครื่องคอมฯ Notebook ก่อน จากนั้นจึงเสียบปลั๊กสาย Adapter เข้าที่เต้ารับบนผนัง หรือเต้ารับบนปลั๊กพ่วง  หรือ  ยี่ห้อ MAC (Apple) จะบอกวิธีการเสียบปลั๊กที่ถูกต้องโดยให้เสียบปลั๊กสาย Adapter เข้าที่เต้ารับบนผนัง หรือเต้ารับบนปลั๊กพ่วงก่อน  จากนั้นจึงเสียบหัวชาร์จเข้าที่ Port เครื่องคอมฯ Notebook

              ทั้งนี้แล้ว เพื่อให้การเสียบปลั๊กเครื่องคอมฯ Notebook เป็นไปอย่างถูกต้อง  ผู้ใช้ทุกท่านควรศึกษาวิธีการเสียบปลั๊กที่ถูกต้องจากคู่มือเครื่องคอมฯ Notebook ที่ท่านซื้อนะครับ

26-3-2555_10-16-14 26-3-2555_10-16-28

 ก่อนเคลื่อนย้ายเครื่องคอมฯ Notebook ให้ปิดฝาพับเครื่องก่อน

                 ปัญหาบานพับเครื่องคอมฯ Notebook หัก เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ผู้ใช้ปวดหัวกันมาก  เนื่องจากเกิดจากการใช้งานที่ไม่ถูกต้อง  เช่น  การเปิดฝาไว้ขณะยกเคลื่อนย้าย  การใช้มือเปล่าถือเครื่องโดยไม่ใส่กระเป๋าให้เรียบร้อยก่อน  เป็นต้น  ซึ่งการกระทำเหล่านี้ส่งผลให้บานพับขยับเขยื้อนมากกว่าที่ควรจะเป็น  ทำให้เกิดการแตกร้าวและหักได้ในที่สุด

 ระบายความร้อนใต้เครื่องให้ดี

                ความร้อนสะสมภายในเป็นสิ่งที่ไม่ดีสำหรับเครื่องคอมฯ Notebook   โดยเฉพาะความร้อนในเครื่องหรือใต้เครื่อง  ซึ่งโดยปกติเครื่องคอมฯ Notebook จะแทบถูกวางแนบไว้กับโต๊ะ แต่ด้วยการออกแบบสำหรับการวางเครื่องไว้บนโต๊ะนั้นสามารถระบายความร้อนได้ อยู่แล้ว  เว้นเสียจากการนำไปใช้บนพื้นผิวที่อ่อนนุ่มทำให้ปิดกั้นการระบายอากาศ  ทำให้การระบายความร้อนไม่ดีเท่าที่ควร  เช่น บนเบาะรถ  บนโซฟา  บนเตียง  เป็นต้น  ซึ่งหากผู้ใช้จำเป็นต้องใช้งานบนพื้นผิวเหล่านี้จริงๆ แนะนำให้หาฐานวางเครื่องคอมฯ Notebook มาใช้  เพื่อช่วยเพิ่มการไหลเวียนอากาศจะดีกว่าครับ

              hot

การทำความสะอาดเครื่องคอมฯ Notebook

                ควรทำความสะอาดโดยใช้ผ้าแห้งเช็ดรอบตัวเครื่อง  ยกเว้นจอภาพควรใช้ผ้าที่ออกแบบมาสำหรับเช็ดหน้าจอ  ส่วนตรงคีย์บอร์ดที่มักจะมีฝุ่น  เศษผง  หรือเส้นผม  ไม่ควรใช้วิธีการเป่า เพราะบางจังหวะอาจจะทำให้เศษฝุ่นเข้าไปในช่องว่างระหว่างคีย์บอร์ดมากกว่า เดิม  ดังนั้น  ควรใช้วิธีการดูดด้วยเครื่องดูดฝุ่น  ร่วมกับการใช้แปรงขนอ่อน  เช่น  แปรงทาสี  มาใช้ทำความสะอาดด้วยก็ได้เช่นกัน

clean

Microsoft Word

   
       วิธีเรียกโปรแกรม Microsoft Word ทำง่าย ๆ ดังนี้   

                           

                1. เลื่อนไปที่ปุ่มเริ่ม Start แล้ว Click Mouse
                2. Click Mouse เลือก Programs
                3. Click Mouse เลือก Microsoft Word

        

ตัวชี้เมาส์ (Cursor) คือ สัญลักษณ์แสดงตำแหน่งของเมาส์บนจอภาพ
 I   สัญลักษณ์แสดงตำแหน่งตัวแทรกข้อความ (Insertion point ) เป็นสัญลักษณ์แสดงตำแหน่งข้อความที่จะพิมพ์ลงไป

แถบหัวเรื่อง (Title bar) เป็นแถบแสดงชื่อโปรแกรมและชื่อไฟล์ที่เปิดอยู่

แถบเมนู (Menu bar ) เป็นแถบที่ใช้เก็บคำสั่งทั้งหมดในโปรแกรม

แถบเครื่องมือ ( Toolbar) เป็นแถบที่ใช้เก็บปุ่มคำสั่ง ซึ่งปุ่มเหล่านี้จะแทนคำสั่งที่ถูกเรียกใช้งานบ่อยๆ

แถบแสดงสถานะ (Status bar) เป็นแถบที่แสดงสถานะการทำงานในขณะนั้นๆ

 ปุ่มขยาย (Maximize Button)  หน้าจอวินโดว์ให้เต็มจอภาพ
 
ปุ่มลดขนาด
(Minimize Button) เป็นปุ่มซ่อนวินโดว์
              
ปุ่มแสดงมุมมอง  
(View Button)  เป็นปุ่มที่ใช้เปลี่ยนมุมมอง
              
I ส่วนตัวแทรกข้อความ (Insertion point)  คือ สัญลักษณ์แสดงตำแหน่งข้อความที่พิมพ์ลงไป

สัญลักษณ์
ความหมาย
เป็น Cursor ที่ปรากฎอยู่ในพื้นที่เอกสาร
เป็น Cursor ที่ปรากฎอยู่บริเวณแถบเครื่องมือ ซึ่งอยู่นอกพื้นที่เอกสาร หรือ ปรากฎในขณะใช้งานบางคำสั่ง
 
เป็น Cursor ซึ่งปรากฎอยู่บริเวณตำแหน่งที่ว่าง ด้านซ้ายของเอกสารที่ เรียกว่า Selection bar

              ตัวแทรกข้อความ คือ สัญลักษณ์แสดงตำแหน่งของข้อความที่จะพิมพ์ลงไป สามารถเลื่อนไป ณ ตำแหน่งใดๆ ในเอกสารดังนี้
             เลื่อนตัวแทรกข้อความโดยใช้ Mouse
   สามารถเลื่อนไปยังที่ใดๆ ในเอกสารก็ได้ด้วยวิธีการใช้ Mouse ดังนี้
   1. เลื่อนไปยังตำแหน่งที่ต้องการ
   2. Click mouse ที่จุดนั้น จะปรากฎ ณ ตำแหน่งที่ต้องการ
            เลื่อนตัวแทรกข้อความโดยใช้คีย์บอร์ด
   สามารถที่จะเลื่อน I ไปยังตำแหน่งใดๆ ในเอกสารก็ได้ โดยใช้คีย์บอร์ดดังนี้
เลื่อนทีละตัวอักษรเลื่อน I ไปทางขวาทำได้ดังนี้
   ในกรณีที่ทางขวามือของบรรทัดนั้นยังไม่มีข้อความใดๆ ให้กดคีย์บอร์ดปุ่ม <Space Bar>
 เลื่อนทีละย่อหน้า
    สามารถเลื่อนขึ้นลงอย่างรวดเร็วทีละย่อหน้า โดยกดปุ่ม <PgUp> สำหรับเลื่อนขึ้น 1 หน้า และกดปุ่ม <PgDn> สำหรับเลื่อนลง 1 หน้า
เลื่อนไปยังต้นและท้ายเอกสารให้กดปุ่ม <Ctrl+Home> สำหรับเลื่อน ไปยังต้นเอกสาร และกดปุ่ม <Ctrl+End> สำหรับเลื่อนไปยังท้ายเอกสารเริ่มการป้อนข้อความขั้นตอนแรกของการศึกษาโปรแกรม Word คือ การทดลองป้อนข้อความและการแทรกข้อความลงในเอกสาร ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
   1. เริ่มการพิมพ์ย่อหน้าแรกด้วยการกดคีย์บอร์ด ปุ่ม Tab สังเกตได้ว่าที่กระพริบอยู่เลื่อนไปทางขวาเป็นระยะ ? นิ้ว
   2. พิมพ์ข้อความไปเรื่อยๆ จนหมดย่อหน้าโดยไม่ต้องกด Enter
   3. กด Enter เพื่อกำหนดว่าจบย่อหน้า ตำแหน่งของ จะย้ายไปอยู่บรรทัดถัดไป จากนั้นพิมพ์ไปเรื่อยๆ จนจบเอกสาร

 

ย้อนกลับ

   

         จะเห็นแถบเครื่องมือ ปรากฎบนหน้าจอภาพ ตอนเริ่มเข้าโปรแกรม โดยทั่วไปแล้วจะปรากฎเฉพาะแถบเครื่องมือที่จำเป็น ต้องใช้งานใน ขณะนั้นแต่ ก็สามารถกำหนดให้แสดงหรือซ่อนแถบเครื่องมือใดๆ บนจอได้ตามต้องการ


        การแสดงแถบเครื่องมือสามารถทำได้ตามขั้นตอน ดังนี้
1. คลิกคำสั่ง มุมมอง บนแถบเมนูจะปรากฏรายการคำสั่งย่อย
2. คลิกคำสั่ง แถบเครื่องมือ จะปรากฏกรอบโต้ตอบ เพื่อการเลือกใช้เครื่องมือประเภทต่าง ๆ
3. คลิกเลือกประเภทของเครื่องมือที่ต้องการ จะมีเครื่องหมายถูกหน้าเครื่องมือที่ต้องการแสดง

  

ประเภทของเครื่องมือมีดังนี้              
1. แถบเครื่องมือมาตรฐาน
2. แถบเครื่องมือจัดรูปแบบ
3. กล่องเครื่องมือควบคุม
4. ข้อความศิลป์
5. ข้อความอัตโนมัติ
6. ฐานข้อมูล
7. ตรวจทานแก้ไข
8. ตารางและเส้นขอบ
9. ฟอร์ม
10. รูปภาพ
11. รูปวาด
12. เว็บ
13. กำหนดเอง


      การยกเลิกการแสดงแถบเครื่องมือสามารถทำได้ตามขึ้นตอนดังนี้
1. คลิกคำสั่ง มุมมอง บนแถบเมนู
2. คลิกคำสั่ง แถบเครื่องมือ จะปรากฏกรอบโต้ตอบ เพื่อการเลือกใช้เครื่องมือประเภทต่าง ๆ
3. คลิกเลือกประเภทของเครื่องมือที่ต้องการยกเลิก เครื่องหมายถูกหน้าเครื่องมือจะหายไป แสดงว่าต้องการยกเลิก การแสดงแถบเครื่องมือประเภทนั้น

        การแสดงแถบไม้บรรทัด
       การแสดงแถบไม้บรรทัดสามารถทำได้ตามขั้นตอนดังนี้
1. คลิกคำสั่ง มุมมอง บนแถบเมนู
2. ที่คำสั่ง ไม้บรรทัด ถ้าไม่ปรากฎเครื่องหมาย อยู่ด้านหน้าแสดงว่าไม่มีการแสดงแถบไม้บรรทัด
    ถ้าต้องการให้มีการแสดงแถบไม้บรรทัดให้คลิกคำสั่ง ไม้บรรทัด จะปรากฎเครื่องหมาย ด้านหน้าของคำสั่ง ไม้บรรทัด
         การยกเลิกการแสดงแถบไม้บรรทัด
        การยกเลิกการแสดงแถบไม้บรรทัดสามารถทำได้ตามขั้นตอนดังนี้
1. คลิกคำสั่ง มุมมอง จะปรากฎรายการคำสั่งย่อย
2. ที่คำสั่ง ไม้บรรทัด ถ้าไม่ปรากฎเครือ่งหมาย อยู่ด้านหน้าแสดงว่าไม่มีการแสดงแถบไม้บรรทัดแล้ว
    ถ้าต้องการยกเลิกให้คลิกคำสั่ง ไม้บรรทัด เครื่องหมาย จะหายไป


ย้อนกลับ

             หลังจากที่ติดตั้งโปรแกรม Microsoft Office 97 รุ่นภาษาไทยเรียบร้อยเมนูคำสั่งเริ่มต้นจะเป็นภาษาไทยสามารถ ปรับให้เป็นเมนู ภาษาอังกฤษได้ โดยใช้ Office 97 Language Swicher โดยเลือกให้เป็นภาษาไทย
    การเปลี่ยนแถบเมนูสามารถทำได้ดังนี้
1. คลิก Start
2. คลิก Program
3. คลิก Office 97 Language Switcher จะปรากฏกรอบโต้ตอบ Office Switcher
4. คลิกเลือกภาษาไทย – อังกฤษ
5. คลิก OK

        

File New สร้างเอกสารใหม่โดยใช้แบบเอกสารปกติ
File Open เปิดเอกสารหรือแบบเอกสารที่มีอยู่แล้ว
File Save บันทึกเอกสารหรือแบบเอกสารปัจจุบัน
File Print พิมพ์เอกสารปัจจุบันโดยใช้ค่าที่ตั้งไว้
Print Preview แสดงเอกสารเต็มหน้าเหมือนตอนพิมพ์
Tools Spelling ตรวจคำสะกดในเอกสารปัจจุบัน
Edit Cut ตัดส่วนที่ทำแถบสีไว้และวางไว้บนคลิปบอร์ด
Edit Copy คัดลอกส่วนที่แถบสีไว้และวางไว้บนคลิปบอร์ด
Edit Paste แทรกเนื้อหาของคลิปบอร์ดที่จัดแทรก
Edit Painter คัดลอกรูปแบบของส่วนที่แถบสีไว้ไปไว้ที่ตำแหน่งที่ระบุ
Edit Undo กลับการกระทำสุดท้าย
Edit Redo ทำการทำงานหลังสุดซึ่งถูกยกเลิกการกระทำ
Insert Table แทรกตาราง
Columns เปลี่ยนคอลัมน์ของตอนที่เลือกไว้
Show/Hide แสดงหรือซ่อนสัญลักษณ์ในการจัดเอกสาร
Zoom Control ย่อ-ขยายจอภาพ
Help แสดงวิธีใช้คำสั่งหรือตรวจสอบรูปแบบของข้อความ
Style จัดรูปแบบดังที่มีอยู่แล้วหรือรูปแบบข้อความตามตัวอย่าง
Font เปลี่ยนประเภทตัวอักษรของส่วนที่แถบสีไว้
Font Size เปลี่ยนบนาดตัวอักษรของส่วนที่แถบสีไว
Bold

ทำหรือยกเลิกรูปแบบตัวอักษรส่วนที่ทำแถบสีไว้ให้เป็นตัวหนา

Italic ทำหรือยกเลิกรูปแบบตัวอักษรส่วนที่ทำแถบสีไว้ให้เป็นตัวเอียง
Underline ทำหรือยกเลิกรูปแบบตัวอักษรส่วนที่ทำแถบสีไว้เป็นขีดเส้นใต้
Align Left จัดเรียงข้อความที่ทำแถบสีไว้ให้อยู่ชิดขอบซ้ายของบรรทัด
Center จัดเรียงข้อความที่ทำแถบสีไว้ให้อยู่กึ่งกลางบรรทัด
Align Right จัดเรียงข้อความที่มำแถบสีไว้ให้อยู่ชิดขอบขวาของบรรทัด
Justify จัดเรียงข้อความที่ทำแถบสีไว้ให้อยู่ชิดขอบซ้ายและขอบขวา
Numbering ใส่เลขหน้าข้อความที่ทำแถบสีไว้
Bullets ใส่เครื่องหมายหน้าข้อความที่ทำแถบสีไว้
Decrease Indent ลดระยะเยื้องของข้อความที่ทำแถบสีไว้
Increase Indent เพิ่มระยะเยื้องของข้อความที่ทำแถบสีไว้
Border แสดงหรือซ่อนแถบเครื่องมือเส้นขอบ
Normal View เปลี่ยนมุมมองเป็นมุมมองปกติ
Page Layout View เปลี่ยนมุมมองเป็นมุมมองเค้าโครงออนไลน์
Outline View เปลี่ยนมุมมองเป็นมุมมองเหมือนพิมพ์

         การออกจากโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ดสามารถทำได้ตามขึ้นตอนดังนี้
1. คลิกคำสั่ง แฟ้ม
2. คลิกคำสั่ง จบการทำงาน
3. ถ้าไม่ได้ทำการบันทึกเอกสารไว้ในแฟ้ม โปรแกรมจะแสดงกรอบโต้ตอบถามว่า ต้องการบันทึกเอกสารหรือไม่ ดังรูป ถ้าต้องการ บันทึกเอกสารไว้ให้คลิกปุ่ม ใช่ แต่ไม่ต้องการบันทึกเอกสาร ให้คลิกปุ่ม ไม่

ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ และหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ และหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

          คอมพิวเตอร์มาจากภาษาละตินว่า Computare ซึ่งหมายถึง การนับ หรือ การคำนวณ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายของคอมพิวเตอร์ไว้ว่า “เครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ทำหน้าที่เหมือนสมองกล ใช้สำหรับแก้ปัญหาต่างๆ ที่ง่ายและซับซ้อนโดยวิธีทางคณิตศาสตร์

          คอมพิวเตอร์จึงเป็นเครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ทำงาน แทนมนุษย์ ในด้านการคิดคำนวณและสามารถจำข้อมูล ทั้งตัวเลขและตัวอักษรได้เพื่อการเรียกใช้งานในครั้งต่อไป นอกจากนี้ยังสามารถจัดการกับสัญลักษณ์ได้ด้วยความเร็วสูง โดยปฏิบัติตามขั้นตอนของโปรแกรม คอมพิวเตอร์ยังมีความสามารถในด้านต่างๆ อีกมาก อาทิเช่น การเปรียบเทียบทางตรรกศาสตร์ การรับส่งข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลในตัวเครื่องและสามารถประมวลผลจากข้อมูลต่างๆ ได้ ซึ่งเราจะมาทำความรู้กับ ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ กันครับ

 

ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ และหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์จะมีวงจรการทำงานพื้นฐาน 4 อย่าง (IPOS cycle) คือ

          1.ส่วนรับข้อมูล (Input Unit)

          2.ส่วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit)

          3.ส่วนแสดงผล (Output Unit)

          4.หน่วยความจำ (Memory Unit)

 

1.ส่วนรับข้อมูล (Input Unit)

          ทำหน้าที่รับข้อมูลจากผู้ใช้เข้าสู่หน่วยความจำหลัก ปัจจุบันอุปกรณ์มากมายแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้

          – Keyboard (คีย์บอร์ด)

          Keyboard เป็นอุปกรณ์หลักที่ใช้ในการนำข้อมูลลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นปุ่มตัวอักษรเหมือนปุ่มเครื่องพิมพ์ดีด เป็นอุปกรณ์รับเข้าพื้นฐานที่ต้องมีในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง จะรับข้อมูลจากการกดแป้นแล้วทำการเปลี่ยน เป็นรหัสเพื่อส่งต่อไปให้กับคอมพิวเตอร์ แป้นพิมพ์ที่ใช้ในการป้อนข้อมูลจะมีจำนวนตั้งแต่ 50 แป้นขึ้นไป แผงแป้นอักขระส่วนใหญ่มีแป้นตัวเลขแยกไว้ต่างหาก เพื่อทำให้การป้อนข้อมูลตัวเลขทำได้ง่ายและสะดวกขึ้น การวางตำแหน่งแป้นอักขระ จะเป็นไปตามมาตรฐานของระบบพิมพ์สัมผัสของเครื่องพิมพ์ดีด ที่มีการใช้แป้นยกแคร่ (shift) เพื่อทำให้สามารถใช้พิมพ์ได้ทั้งตัวอักษร ตัวพิมพ์ใหญ่ และตัวพิมพ์เล็ก ซึ่งระบบรับรหัสตัวอักษรที่ใช้ในทางคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะเป็นรหัส 7 หรือ 8 บิต กล่าวคือ เมื่อมีการกดแป้นพิมพ์ แผงแป้นอักขระจะส่งรหัสขนาด 7 หรือ 8 บิต นี้เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์

1.Keyboard

 

          – Mouse (เมาส์)

          Mouse เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลอย่างหนึ่งแต่ที่เห็นการทำงาน โดยทั่วไปจะเป็นตัวที่ใช้ควบคุมลูกศรให้เคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งต่างๆ บนจอภาพ เหมาะสำหรับใช้งานเมื่อต้องเลือก หรือเลื่อนวัตถุต่างๆ บนจอ Mouse ต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ได้ 2 แบบ ได้แก่ 9 Pin, Serial Port และ PS/2 (Personal System Version2)

2.Mouse

 

          – Scanner (สแกนเนอร์)

          สแกนเนอร์ คือ อุปกรณ์จับภาพและเปลี่ยนแปลงภาพ จากรูปแบบของแอนาลอกเป็นดิจิตอล ซึ่งคอมพิวเตอร์ สามารถแสดง, เรียบเรียง, เก็บรักษาและผลิตออกมาได้ ภาพนั้นอาจจะเป็นรูปถ่าย, ข้อความ, ภาพวาด หรือแม้แต่วัตถุสามมิติ

3.Scanner

 

          – Webcam (เว็บแคม)

          เว็บแคมหรือชื่อเรียกเต็มๆว่า Web Camera (เว็บแคเมรา) แต่ในบางครั้งก็มีคนเรียกว่า Video Camera หรือ Video Conference เว็บแคมเป็นอุปกรณ์อินพุตที่ สามารถจับภาพเคลื่อนไหวของเราไปปรากฏในหน้าจอมอนิเตอร์ และสามารถส่งภาพเคลื่อนไหวนี้ผ่านระบบเครือข่ายเพื่อให้คนอีกฟากหนึ่งสามารถ เห็นตัวเราเคลื่อนไหว ได้เหมือนอยู่ต่อหน้า ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์อีกตัวหนึ่ง และมีความจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ

4.Webcam

 

          – Microphone (ไมโครโฟน)

          ไมโครโฟน คือ อุปกรณ์รับเสียงแล้วทำการแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้า เพื่อประมวลผลในเครื่องขยายเสียงหรืออุปกรณ์ผสมเสียงอื่นๆ ไมโครโฟนจะประกอบด้วยขดลวดและแม่เหล็กเป็นหลัก เมื่อเสียงกระทบตัวรับในไมโครโฟนจะทำให้ขดลวดสั่นสะเทือนตัดกับสนามแม่เหล็ก จึงทำให้เกิดสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งเป็นหลักการทำงานตรงข้ามกับลำโพง โดยทั่วไปไมโครโฟนใช้รับเสียงพูดหรือเสียงร้องเพลง

5.Microphone

 

          – Touch screen (ทัชสกรีน)

          ทัชสกรีน คือ จอภาพแบบสัมผัส ซึ่งเป็นจอภาพแบบพิเศษที่เป็นทั้งอุปกรณ์แสดงผลข้อมูล และอุปกรณ์นำเข้าข้อมูล มักนำไปใช้กับธุรกิจร้านค้า โรงแรม สายการบิน พิพิธภัณฑ์ สถานบันเทิงคาราโอเกะ รวมถึงธุรกิจธนาคาร เช่น เครื่องเอทีเอ็ม ซึ่งผู้ใช้งานเพียงแต่นำนิ้วหรือใช้แท่งคล้ายดินสอหรือปากกา แตะ/กดลงบนตำแหน่งที่ต้องการบนจอภาพ

6.Touch-Screen

 

2.ส่วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit)

          ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ที่จะขาดไม่ได้เลยคือหน่วยประมวลผลกลาง หรือ ซีพียู เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โปรเซสเซอร์ (Processor) หรือ ชิป (chip) นับเป็นอุปกรณ์ ที่มีความสำคัญมากที่สุดของฮาร์ดแวร์ เพราะมีหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนเข้ามาทางอุปกรณ์อินพุต ตามชุดคำสั่ง หรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการใช้งาน ส่วนประกอบของหน่วยประมวลผลกลางนั้นประกอบไปด้วย

          1. หน่วยคำนวณ และตรรกะ (Arithmetic & Logical Unit : ALU)

          2. หน่วยควบคุม (Control Unit)

          3. หน่วยความจำหลัก (Main Memory)

7.CPU

 

3.ส่วนแสดงผล (Output Unit)

          หน่วยแสดงผล (Output Unit) ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์จากคอมพิวเตอร์ โดยมากจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

          3.1) หน่วยแสดงผลชั่วคราว (Soft Copy) หมายถึง การแสดงผลออกมาให้ผู้ใช้ได้รับทราบในขณะนั้น แต่เมื่อเลิกการทำงานหรือเลิกใช้แล้วผลนั้นก็จะหายไป ไม่เหลือเป็นวัตถุให้เก็บได้ ถ้าต้องการเก็บผลลัพธ์นั้นก็สามารถส่งถ่ายไปเก็บในรูปของข้อมูลในหน่วยเก็บ ข้อมูลสำรอง เพื่อให้สามารถใช้งานได้ในภายหลัง ได้แก่

          – จอภาพ (Monitor)

8.Monitor

 

          – อุปกรณ์ฉายภาพ (Projector)

9.Projector

 

          – อุปกรณ์เสียง (Audio Output)

10.Speaker

 

          3.2) หน่วยแสดงผลถาวร (Hard Copy) หมายถึง การแสดงผลที่สามารถจับต้อง และเคลื่อนย้ายได้ตามต้องการ มักจะออกมาในรูปของกระดาษ ซึ่งผู้ใช้สามารถนำไปใช้ในที่ต่าง ๆ หรือให้ผู้ร่วมงานดูในที่ใด ๆ ก็ได้ อุปกรณ์ที่ใช้เช่น

          – เครื่องพิมพ์ (Printer)

11.Printer

 

          – เครื่องพลอตเตอร์ (Plotter)

12.Plotter

 

4.หน่วยความจำ (Memory Unit)

          หน่วยความจำ (Memory Unit) ทำหน้าที่เก็บโปรแกรมหรือข้อมูลที่รับมาจากหน่วยรับข้อมูล เพื่อเตรียมส่งออกหน่วยประมวลผลกลางทำการประมวลผล และรับผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล และเตรียมส่งออกหน่วยแสดงผลข้อมูลต่อไป ซึ่งหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้

          4.1) หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit)

          เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการจดจำข้อมูล และโปรแกรมต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ บางครั้งอาจเรียกว่า หน่วยเก็บข้อมูลหลัก (Primary storage) สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

                   4.1.1) หน่วยความจำหลักแบบอ่านได้อย่างเดียว (Read Only Memory – ROM) เป็น หน่วยความจำแบบสารกึ่งตัวนำชั่วคราวชนิดอ่านได้อย่างเดียว ใช้เป็นสื่อบันทึกในคอมพิวเตอร์ เพราะไม่สามารถบันทึกซ้ำได้ (อย่างง่ายๆ) เป็นความจำที่ซอฟต์แวร์หรือข้อมูลอยู่แล้ว และพร้อมที่จะนำมาต่อกับไมโครโพรเซสเซอร์ได้โดยตรง หน่วยความจำประเภทนี้แม้ไม่มีไฟเลี้ยงต่ออยู่ ข้อมูลก็จะไม่หายไปจากน่วยความจำ (nonvolatile)

           โดยทั่วไปจะใช้เก็บข้อมูลที่ไม่ต้องมีการแก้ไขอีกแล้วเช่น เก็บโปรแกรมไบออส (Basic Input output System : BIOS) หรือเฟิร์มแวร์ ที่ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ใช้เก็บโปรแกรมการทำงานสำหรับเครื่องคิดเลข ใช้เก็บโปรแกรมของคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเฉพาะด้าน เช่น ในรถยนต์ที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมวงจร ควบคุมในเครื่องซักผ้า เป็นต้น

13.Rom-Bios

 

                   4.1.2) หน่วยความจำหลักแบบแก้ไขได้ (Random Access Memory – RAM) เป็นหน่วยความจำหลัก ที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ยุคปัจจุบัน หน่วยความจำชนิดนี้ อนุญาตให้เขียนและอ่านข้อมูลได้ในตำแหน่งต่างๆ อย่างอิสระ และรวดเร็วพอสมควร ซึ่งต่างจากสื่อเก็บข้อมูลชนิดอื่นๆ อย่างเทป หรือดิสก์ ที่มีข้อจำกัดในการอ่านและเขียนข้อมูล ที่ต้องทำตามลำดับก่อนหลังตามที่จัดเก็บไว้ในสื่อ หรือมีข้อกำจัดแบบรอม ที่อนุญาตให้อ่านเพียงอย่างเดียว
           ข้อมูลในแรม อาจเป็นโปรแกรมที่กำลังทำงาน หรือข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผล ของโปรแกรมที่กำลังทำงานอยู่ ข้อมูลในแรมจะหายไปทันที เมื่อระบบคอมพิวเตอร์ถูกปิดลง เนื่องจากหน่วยความจำชนิดนี้ จะเก็บข้อมูลได้เฉพาะเวลาที่มีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงเท่านั้น

14.Ram

 

          4.2) หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage Unit)

          สามารถแบ่งออกได้เป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 4 ประเภท ดังนี้

                   4.2.1) แบบจานแม่เหล็ก เป็นอุปกรณ์สำรองข้อมูลที่เป็นลักษณะของจานแม่เหล็กสำหรับบันทึกข้อมูลไว้ ภายใน Disk ได้รับความนิยมและใช้งานมานานพอสมควรซึ่งเป็น ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ที่ใช้หลักๆ เลยในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น ฮาร์ดดิสก์

15.Harddisk

 

                   4.2.2) แบบแสง เป็นสื่อเก็บข้อมูลสำรองที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน โดยใช้หลักการทำงานของแสง การจัดการข้อมูลจะคล้ายกับแผ่นจานแม่เหล็ก ต่างกันที่การแบ่งจะเป็นรูปก้นหอย และเริ่มเก็บบันทึกข้อมูลจากส่วนด้านในออกมาด้านนอก ที่เป็นที่นิยมและรู้จักกันดี เช่น CD , DVD

16.CD-DVD

 

                   4.2.3) แบบเทป เป็นสื่อเก็บข้อมูลที่สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมากและเข้าถึงข้อมูลแบบ เรียงลำดับต่อเนื่องกันไป มีการผลิตขึ้นมาหลากหลายขนาดแตกต่างกันไป เช่น DAT และ QIC เป็นต้นปัจจุบันไม่ค่อยถือเป็น ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์

17.DAT-QIC

 

                   4.2.4) แบบอื่นๆ เป็นสื่อเก็บข้อมูลแบบใหม่ที่พบได้ทั่วไปในปัจจุบัน มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น Flash Drive, Thumb Drive , Handy Drive เป็นต้น อีกชนิดคือ Memory Card เพื่อใช้เก็บข้อมูลในกล้องดิจิตอลแบบพกพา

18.Flash-Drive

วิธีลดน่อง น่องเรียวสวย

5 วิธีเด็ดสลายเซลลูไลท์-น่องโต-ต้นขาใหญ่ อวดเรียวขากล้ามเนื้อแน่นปั๊ก

 มั่นใจเกินล้านเปอร์เซ็นต์ว่า การที่ผู้หญิงขาใหญ่ดั่งโต๊ะสนุ้ก น่องเหลว เซลลูไลท์ตรึม ทำให้ผู้หญิงขาดความมั่นใจ บั่นทอนความเชื่อมั่น จะออกไปข้างนอกที คว้าแต่กางเกงขายาว กระโปรงยาวแทบคลุมตาตุ่มมาใส่
       
       ในใจก็ย้าก อยาก จะนุ่งสั้นจุ๊ดจู๋ ใส่เลกกิ้ง สกินนี่ฟิตเปรี๊ยะ แอบเซ็กซี่เล็กๆ เอ็กซ์หน่อยๆ บริหารเสน่ห์สไตล์ผู้หญิง แต่เพราะไอ้เจ้าขาหมูยวบๆ ของเรานี่แหล่ะ แถมด่างๆ ดำ ๆ เพราะรอยยุงกัด น่องแตกลายงา พาลให้อยากเก็บขาไว้มิให้ใครเห็น

       
       งั้นเราลองมาดู วิธีลดขจัดปัญหาขาใหญ่ นี้ให้หมดไปกันดีกว่าจ้า เอ้า ไปดูกันเล้ยย

  วิธีแรก->หมั่นสครับผิวขา
       
       การขัดผิวเป็นอีกหนึ่งที่ทำให้เรามีท่อนขาที่ปราศจากควาหมองคล้ำ สลายรอยดำจากยุงกัด แมวข่วน เป็นวิธีหนึ่งที่ผู้หญิงนิยมกันเป็นอย่างมาก 
       
       การขัดผิว หรือ Exfoliating คือ การขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปจากผิวของเรา ซึ่งเป็นผิวชั้นนอกและเผยเซลล์ผิวรุ่นใหม่ที่แข็งแรงกว่ามาแทนที่ ทำให้ผิวของเราดูสดใสและมีชีวิตชีวา ดังนั้นการขัดผิว ก็เหมือนการเผยผิวที่กระจ่างใสของเราที่โดนเซลล์ผิวเก่าของเราปิดบังซ่อนเอาไว้อยู่นั้นเอง
       
       การขัดผิวนั้นสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะฟองน้ำ ครีม ใยบวม หินขัด หรือแม้กระทั่งผ้าเช็ดตัวก็สามารถนำมาใช้ได้ แต่การขัดผิวที่ดีนั่นควรทำอย่างนิ่มนวล และไม่ทำบ่อยจนเกินไป เพราะจำทำให้ผิวอ่อนไหวและไม่สามารถทนแดด และจะทำให้แห้งกร้านได้ง่าย ปกติผิวของคนเราจะมีการผลิตเซลล์ผิวทุก 2-4 สัปดาห์ หากอายุเรามากกว่า 20 ปี ขึ้นไปแล้วการผลัดเซลล์ผิวก็จะช้าลงไปเรื่อยๆ แต่การขัดผิวจะช่วยในการผลัดเซลล์ผิวทำได้ดีขึ้น ทำให้ผิวขาวกระจ่างใส
       
       การขัดผิวนั้นไม่ควรทำมากจนเกินไป เพราะนอกจากไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยังอาจจะทำลายผิวของตัวเราเองอีกด้วย การขัดผิวหน้าควรทำอยู่ที่สัปดาห์ละไม่กิน 2 ครั้ง และไม่ควรทำติดกันอาจจะเว้น 3-4 วัน หรือทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะเหมาะสมที่สุด ควรทำการขัดเป็นวงกลมเบาๆ หลังขัดควรหามอยส์เจอไรเซอร์มาเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวด้วยจ้า แค่นี้ก็มีผิวขาที่ขาวใสนวลเนียนแล้วนิ!

  วิธีสอง-> เซลลูไลท์จ๋าลาก่อน
       
       เซลลูไลท์ (Cellulite) หมายถึง เซลล์ก้อนไขมันที่มีขนาดใหญ่ อยู่ใต้ผิวหนังที่อัดกันอยู่อย่างหนาแน่นซึ่งจะนูนขึ้นมาที่บริเวณผิวหนังจะเป็นตะปุ่มตะป่ำ บริเวณนี้เรียกว่า เซลลูไลท์ หรือเรียกว่าผิวเปลือกส้ม ไขมันนี้จะพบได้ทั้งในคนผอมและคนอ้วน โดยพบในเพศหญิงมากกกว่าเพศชายซึ่งร่างกายจะสามารถสะสมได้ที่บริเวณท้องแขน หน้าท้อง ต้นขา และสะโพก
       
       งั้น เราเรารีบมาโบกมือบ้ายบายมันกันเถอะ
       
       เพราะการนวดก็เป็นอีกวิธีลดต้นขา ไล่เจ้าเซลลูไลท์ ไป ไป๊ ชิ้ว ชิ้ว การนวดที่ทำให้ต้นขานั้นเล็กลง โดยให้นวดเป็นวงเบาๆ ไปให้ทั่วบริเวณขาของคุณเป็นเวลา 10-20 นาทีทุกวัน เพียงเท่านี้ก็จะสามารถทำให้ต้นขาของคุณเล็กลงได้
       
       แม้เราจะเห็นความแตกต่างของต้นขาที่ลดลงได้ไม่เท่าการออกกำลังกายเฉพาะส่วน แต่การนวดลดต้นขาก็เป็นวิธีการช่วยเสริมวิธีการออกกำลังกายในเบื้องต้นนั่นเอง และข้อดีนอกเหนือจากการได้ลดลงของต้นขาแล้ว การนวดต้นขายังสามารถทำให้เซลลูไลท์บริเวณต้นขานั้นน้อยลงด้วย เนื่องจากการนวดนั้นเป็นการขับไล่สารพิษออกจากร่างกาย จึงส่งผลให้เซลลูไลท์นั้นมีขนาดเล็กลงไปได้นะฮะ
       
       อ๊ะ! ยังไม่หมด หรืออีกสารพัดวิธีในการลดเซลลูไลท์ คือ ลดการบริโภคไขมันและน้ำตาล ดื่มน้ำให้เพียงพอกับร่างกายต้องการประมาณวันละ 8 แก้ว หรือการใช้วิธีดีท็อกซ์ ทั้งอบไอน้ำ ซาวน่า
       
       หรือวิธีสุดท้าย หันมากินอาหาร Raw Food หรือใช้วิธี Detox Liquid Diet คือ ดื่มแต่น้ำผักน้ำผลไม้ ซุปใส ชาสมุนไพร โดยไม่กินอะไรเลย เพื่อให้ร่างกายขับถ่ายของเสีย ทำให้ไขมันลดลงแล้วเซลลูไลต์จะน้อยลงไปด้วยเช่นกัน แต่ถ้าหากกลับมากินตามปกติเซลลูไลต์ก็จะกลับมาเหมือนเดิมด้วยเช่นกัน

วิธีสาม->กระโดดเชือก 
       
       หูยย ว่ากันว่า… การกระโดดเชือกติดต่อกัน 15 นาที เทียบเท่าได้กับการวิ่งจ๊อกกิ้งนานถึง 30 นาทีเลยทีเดียวนะ นอกจากนี้เหล่าเทรนเนอร์ของดาราฮอลลีวูดทั้งหลาย ก็แนะนำให้ดาราสาวที่อวบอั๋นเกินไป รีบฟิตหุ่นให้ทันเปิดกล้องหนังเรื่องต่อไป ด้วยการกระโดดเชือกทุกเช้าและเย็น เพื่อเร่งกระบวนการเผาผลาญไขมันและกระชับสัดส่วนแขนขาให้แน่นสวยไม่หย่อนยานอีกด้วย
       
       วิธีลดน่องโดยการกระโดดเชือกด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง จะช่วยลดแรงกระแทกลงได้มาก ไม่เกิดอันตรายต่อเข่า หรือทำให้เข่าเสื่อม เข่าพัง อย่างที่หลายคนเคยได้ยินกันมา วิธีลดน่องโดยการกระโดดเชือกที่ถูกวิธี จะกระโดดเพียงแค่ต่ำๆ สูงจากพื้นไม่เกิน 1-2 นิ้ว โดยที่จะใช้ข้อเท้า กล้ามเนื้อน่อง รวมถึงการงอเข่าเล็กน้อย ช่วยในการดูดซับแรงกระแทกลงได้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งแรงกระแทกที่เกิดขึ้นยังน้อยกว่าการวิ่งอีกด้วย การกระโดดแบบผิดๆ ด้วยการกระโดดสูงเกินไปต่างหาก ที่มีโอกาสทำให้เข่าพังได้ จากแรงกระแทกที่สูงเกินไป
       
       วิธีลดน่องโดยการกระโดดเชือกให้ถูกวิธี เริ่มต้นด้วยการเลือกเชือกที่นำมาใช้กระโดด ควรซื้อเชือกแบบ Speed Rope คือ เชือกกระโดดที่ทำจากพลาสติก PVC เส้นเล็กๆ ควรหลีกเลี่ยงเชือกที่เป็นผ้าและเชือกที่มีการถ่วงน้ำหนัก ทั้งแบบที่เป็นท่อยางใหญ่ๆ หนักๆ และแบบที่ถ่วงน้ำหนักที่ด้ามจับ ต่อมาให้ปรับความยาวเชือกให้พอดีกับส่วนสูงของเรา โดยการยืนเหยียบกึ่งกลางเชือก ดึงเชือกขึ้นมาจนตึง ความยาวของเชือกที่เหมาะสม ปลายด้ามจับจะต้องเสมอกับรักแร้พอดี
       
       ดังนั้นจึงต้องเลือกเชือกที่ยาวๆ ไว้ก่อน เพราะสามารถปรับให้สั้นลงได้ โดยเฉพาะแบบที่ด้ามจับเป็นพลาสติก มักจะปรับความยาวเชือกจากด้ามได้ แต่ถ้าด้ามเป็นไม้ถึงจะปรับไม่ได้ ก็ยังสามารถผูกปมด้านที่ใกล้กับด้ามจับให้เชือกสั้นลงได้ แต่ถ้าเชือกที่ซื้อมาสั้นเกินไป จะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย นอกจากซื้อเส้นใหม่ที่ยาวกว่าเดิม

วิธีสี่->ออกกำลังกายย่อเข่า
       

       การออกกำลังกายโดยการย่อเข่าไปข้างหน้า วิธีนี้สามารถช่วยในการกำจัดไขมันและช่วยกระชับกล้ามเนื้อต้นขาและลดต้นขาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากคล้ายๆ กับการออกกำลังกายลุกนั่ง
       
       วิธีการคือ ยืนแยกขาออก ให้ระหว่างขากว้างระยะประมาณหัวไหล่ทั้งสองข้างของเรา แล้วก้าวไปข้างหน้าด้วยเท้าหนึ่งข้างแล้วโยกตัวย่อเข่าลงไปข้างหน้าประมาณ 90 องศา ย่อตัวลงให้หัวเข่าขาหลังอยู่ห่างจากพื้นประมาณ 1 นิ้ว
       
       พยายามให้หลังและคอเหยียดตรงตลอดเวลา ทิ้งน้ำหนักไปข้างหน้าไปที่ส้นเท้าและหัวเข่า อาจใช้วิธียกลูกเหล็กขนาด 5-10 ปอนด์ตรงด้านข้างลำตัว ระหว่างออกกำลังกายในท่านี้ไปด้วยก็ได้ บริหารต้นขาทั้งสองข้างด้วยท่านี้ประมาณข้างละ 30 ครั้ง พักแล้วเริ่มทำใหม่
       
       อ้อ! สำหรับสาวๆ ที่ชอบเดิน นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีลดต้นขาที่ดีอีกวิธีหนึ่ง เนื่องจากการทำงานของกล้ามเนื้อจากการเดินนั้นทำให้กล้ามเนื้อแข็งแกร่งขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นจึงทำให้ไขมันบริเวณนั้นถูกเผาผลาญได้อย่างดี จึงทำให้ต้นขาของเราเล็กลง และดูสวยงามยิ่งขึ้นวิธีสุดท้าย-> ขึ้น-ลงบันได
       
       ลองสวมรองเท้าส้นสูงแล้วเดินขึ้นลงบันไดดูซิ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการลดน่องโต ทำขาเรียวสวยเซ็กซี่ได้นะ!
       
       แม่เจ้า! การขึ้นบันไดสามารถเผาผลาญพลังงานได้ถึง 8-11 กิโลแคลอรี่ต่อนาทีซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับการออกกำลังกายทั่วไป ส่วนการลงบันไดจะใช้พลังงานประมาณ 1 ใน 3 ของการขึ้นบันได การเดินขึ้นบันได เป็นการออกกำลังกายขณะทำงานรูปแบบหนึ่ง เป็นที่นิยมมากในต่างประเทศถึงขนาดมีการแข่งขันการเดินขึ้นบันไดเป็นประจำทุกปี เป็นกิจกรรมที่สามารถทำได้เป็นประจำทุกวัน ทำได้ง่าย สะดวกทุกที่ ทุกเวลา
       
       ทว่าการเดินขึ้นบันไดเป็นการออกกำลังแบบ aerobic หัวใจจะแข็งแรง ทำให้กล้ามเนื้อต้นขา น่อง และก้นแข็งแรง กระชับ แถมอาการปวดข้อน้อยกว่าการวิ่ง
       
       ว้าว! ยังมีรายงานอีกด้วยว่า การขึ้นบันไดเฉลี่ยวันละ 2 ชั้นสามารถลดน้ำหนักได้ 2.7 กิโลกรัมในเวลา 1 ปี และมีหลักฐานยืนยันว่าการเดินขึ้นลงบันไดสามารถเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกได้ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน อีกทั้งสามารถลดปริมาณไขมันในร่างกาย และเพิ่มปริมาณ High-density lipoprotein (HDL) ซึ่งเป็นไขมันชนิดดีได้
       
       สำหรับคุณผู้หญิงที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ ควรเริ่มขึ้นบันไดเพียง 1 ชั้นก่อน สลับกับเดินพื้นราบ ขณะเดินควรเริ่มด้วยการเกาะราวบันได เมื่อท่านเดินได้คล่องจึงปล่อยมือจากราวได้ ถ้าไม่มีอาการผิดปกติ จึงค่อยๆ เพิ่มจำนวนชั้นอย่างช้าๆ คือ 1-2 ชั้นต่อสัปดาห์

       ลองดู! เพียงขึ้นลงบันไดอย่างน้อยวันละ 2-3 ชั้น เรียวขาและก้นของคุณจะกระชับ เฟิร์ม ดึ๋งดั๋ง อย่างคาดไม่ถึงเลยเชียว อิอิ

Image

การเลือกซื้อเม้าส์

1.ควรเลือกซื้อเมาส์มีการออกแบบให้เหมาะสมกับการนำไปใช้งาน ดังที่ต้องการ
2.ควรเลือกซื้อเมาส์ที่เหมาะสมกับสรีระของมือผู้ใช้
3.ควรทดลองใช้ก่อนซื้อ เพื่ตรวจสอบคุณภาพว่าเหมาะสมต่อการใช้งานหรือไม่